ในยุคที่นวัตกรรมความงามก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจสงสัยว่าระหว่าง ร้อยไหมกับฟิลเลอร์ อะไรจะตอบโจทย์ความต้องการของตนเองได้ดีกว่า ทั้งสองหัตถการนี้ล้วนเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับการปรับปรุงรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่มีความแตกต่างที่สำคัญทั้งในด้านวิธีการทำ จุดประสงค์การใช้งาน และผลลัพธ์ที่ได้รับ
การเลือกหัตถการที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงหลักการทำงาน ประโยชน์ และข้อควรพิจารณาของทั้งสองหัตถการ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าทางเลือกใดจะช่วยให้มีรูปหน้าในฝันได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่า
การร้อยไหมเป็นวิธียกกระชับผิว ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังบนใบหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่น ซึ่งสร้าง คอลลาเจน อีลาสติน ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง ยกกระชับ หน้าเรียวขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณที่ร้อยไหมด้วย เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยของแก้ม หรือมีแก้มค่อนข้างเยอะ แก้มบริเวณปากกับแก้มใต้โหนกเยอะ การร้อยไหมจะช่วยเก็บกระเปาะแก้มได้ มีรูปหน้าไม่เรียวกระชับ ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น – ข้อดีของการร้อยไหม มีอะไรบ้าง?
การฉีดฟิลเลอร์เป็นเทคนิคการฉีดเติมเต็มด้วยสารไฮยารูโรนิก แอชิด เข้าไปในผิวหนังบริเวณที่มีริ้วรอยร่องลึก หรือบริเวณที่เป็นปัญหาบนใบหน้า เช่น ปัญหาแก้มตอบ ปัญหาใต้ตาดำคล้ำ เพื่อเติมเต็มร่องหรือหลุมให้ตื้นขึ้น เป็นสารเติมเต็มที่ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัย ช่วยในการกักเก็บน้ำของชั้นใต้ผิว เติมเต็ม HA ให้กับชั้นเชลล์ผิวหนัง ให้ผิวมีความยืดหยุ่นเต่งตึงขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการผ่าตัด ไม่มีเวลาพักฟื้น – ฉีดฟิลเลอร์ มีประโยชน์อะไรบ้าง
ร้อยไหมกับฟิลเลอร์ เป็นหัตถการที่ช่วยเสริมความงามบนใบหน้า ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือช่วยแก้ไขใบหน้าที่มีปัญหากลับมาดูดีอีกครั้งและปรุงเสริมเติมแต่งให้สวยงามมากขึ้น ดูอ่อนเยาว์ลง แต่จะแตกต่างกันตรงที่จุดประสงค์ในการเลือกใช้ และปัญหาความต้องการของแต่ละบุคคล เช่น ถ้ามีปัญหาเรื่องใบหน้าหย่อนคล้อย อาจเลือกใช้การร้อยไหม แต่ถ้าหากอยากเติมเต็มใบหน้าให้สดใส อาจเลือกใช้การฉีดฟิลเลอร์ หรือ อาจใช้ร่วมกันก็ได้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น
ข้อดี-ข้อเสียของการ ร้อยไหมกับฟิลเลอร์
การเลือกระหว่าง ร้อยไหมกับฟิลเลอร์ เป็นคำถามสำคัญที่หลายคนต้องการคำตอบก่อนตัดสินใจทำหัตถการความงาม แม้ทั้งสองวิธีจะช่วยปรับรูปหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ละหัตถการก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดจะช่วยให้คุณเลือกหัตถการที่ตรงกับความต้องการ งบประมาณ และไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสม
การฉีดฟิลเลอร์
ข้อดีของฟิลเลอร์
- เห็นผลทันที – หลังฉีดสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ
- ไม่ต้องพักฟื้น – กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังทำ
- ปรับแต่งได้ตามต้องการ – เติมเฉพาะจุดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
- สลายได้เองตามธรรมชาติ – สาร HA สลายได้เองภายใน 6-18 เดือน
- แก้ไขได้หากไม่พอใจ – สามารถฉีดสารสลายฟิลเลอร์ได้
- ไม่เจ็บมาก – ใช้ครีมชาหรือยาชาเฉพาะที่ ความเจ็บน้อย
ข้อเสียของฟิลเลอร์
- ค่าใช้จ่ายสูง – ยิ่งมีปัญหาหลายจุดยิ่งต้องใช้ปริมาณมาก
- ไม่ถาวร – ต้องกลับมาฉีดซ้ำเมื่อสารสลายหมด
- ไม่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน – เพียงเติมเต็มเฉพาะจุดไม่ช่วยฟื้นฟูผิวโดยรวม
- เสี่ยงอุดตันหลอดเลือด – หากฉีดโดยผู้ไม่ชำนาญอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
การร้อยไหม
ข้อดีของร้อยไหม
- ยกกระชับได้ทั่วใบหน้า – แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- กระตุ้นคอลลาเจน – ช่วยให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ได้เอง
- ปรับรูปหน้าได้ – ทำให้หน้าเรียว กรามชัด โครงหน้าสวยขึ้น
- เพิ่มการไหลเวียนเลือด – ช่วยให้ผิวหน้ามีสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว
- คงผลได้นาน – ผลลัพธ์อยู่ได้ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของไหม
- ราคาไม่แพงมาก – เมื่อเทียบกับปริมาณพื้นที่ที่ได้รับการแก้ไข
ข้อเสียของร้อยไหม
- มีความเสี่ยงไหมทะลุ – อาจเห็นเส้นไหมโผล่ออกมาจากผิวหนัง
- อาจเกิดไหมขาด – ทำให้ผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ
- เสี่ยงเกิดพังผืด – หากร้อยในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมหรือลึกเกินไป
- อาจมีอาการบวมช้ำ – บางคนอาจบวมนาน 3-7 วัน
- ผลลัพธ์ค่อยเป็นค่อยไป – ต้องรอให้คอลลาเจนสร้างขึ้นเต็มที่ประมาณ 1-3 เดือน
- ไม่เหมาะกับทุกปัญหา – ไม่สามารถเติมเต็มร่องลึกหรือแก้ปัญหาปริมาตรที่หายไปได้ดีเท่าฟิลเลอร์
สรุป
การตัดสินใจเลือกระหว่าง ร้อยไหมกับฟิลเลอร์ ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดตายตัว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าและเป้าหมายความงามของแต่ละบุคคล หากคุณต้องการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย แก้ปัญหาแก้มตอบ หรือปรับรูปหน้าให้เรียว การร้อยไหมอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่หากต้องการเติมเต็มร่องลึก แก้ไขความหย่อนคล้อยเฉพาะจุด หรือเพิ่มปริมาตรให้ใบหน้า การฉีดฟิลเลอร์จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม บางครั้งการใช้ทั้งสองหัตถการร่วมกันอาจให้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด อย่าลืมเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในระยะยาว

