ดูดไขมันเหนียง กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่ต้องการกำจัดไขมันใต้คางและปรับรูปหน้าให้เรียวชัดขึ้นอย่างถาวร ไม่ว่าคุณจะเป็นคนผอมหรือหน้าตาดีแค่ไหน หากมีเหนียงหรือคางสองชั้น ก็อาจทำให้ใบหน้าดูหนักและแก่กว่าวัยได้ ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะไขมันบริเวณเหนียงมักเกิดจากพันธุกรรมและโครงสร้างใบหน้าเป็นหลัก
สำหรับคนที่เคยลองฉีดเมโสแฟตหรือทำ HIFU แล้วไม่เห็นผล การดูดไขมันเหนียงอาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน หัตถการนี้ไม่เพียงแค่กำจัดไขมันส่วนเกินออกไปอย่างถาวร แต่ยังช่วยกระชับผิวและปรับกรอบหน้าให้คมชัดขึ้นได้ในครั้งเดียว บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับทุกแง่มุมของการดูดไขมันเหนียง ตั้งแต่หลักการทำงาน เทคนิคที่ใช้ ราคา ไปจนถึงการดูแลตัวเองหลังทำ เพื่อให้มั่นใจก่อนตัดสินใจเลือกหัตถการนี้
ดูดไขมันเหนียงคืออะไร ?
หลักการทำงานของการดูดไขมันเหนียง
ดูดไขมันเหนียง คือหัตถการศัลยกรรมเล็กที่ใช้ดูดไขมันส่วนเกินบริเวณใต้คางและลำคอออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 3-5 มิลลิเมตร โดยแพทย์จะใช้หลอดดูดไขมันขนาดเล็ก (Cannula) สอดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อสลายและดูดเอาเซลล์ไขมันออกมาอย่างถาวร หัตถการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณไขมันเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับโครงหน้าให้มีมิติชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบริเวณแนวขากรรไกรและกรอบหน้าที่จะดูคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บริเวณที่นิยมดูดไขมันบนใบหน้า
การดูดไขมันเหนียงไม่ได้จำกัดแค่บริเวณใต้คางเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมหลายจุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่กลมกลืน
- ใต้คางและเหนียง – จุดหลักที่มีไขมันสะสมมากที่สุด
- แนวขากรรไกร – ช่วยให้กรอบหน้าดูคมชัดขึ้น
- บริเวณคอส่วนบน – เชื่อมต่อระหว่างคางกับลำคอให้ดูเป็นธรรมชาติ
- ขอบกรามและแก้มล่าง – ปรับให้ใบหน้าดูเรียวยาวขึ้น
- มีไขมันสะสมชัดเจนบริเวณใต้คาง ทำให้เกิดคางสองชั้น
- ผิวหนังยังมีความยืดหยุ่นดี ไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป
- มีน้ำหนักตัวค่อนข้างคงที่ ไม่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนัก
- อายุ 20 ปีขึ้นไป และมีสุขภาพแข็งแรง
- เคยลองวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล เช่น ฉีดเมโสแฟต หรือทำ HIFU
กลุ่มที่ไม่ควรทำ
แม้ว่าการดูดไขมันเหนียงจะเป็นหัตถการที่ปลอดภัย แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่เหมาะสม ดังนี้
- ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก เพราะอาจทำให้ผิวยิ่งหย่อนหลังดูดไขมัน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เบาหวาน ความดันสูง
- ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด หรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด
- สตรีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์เกินจริง
Vaser Liposuction – เทคโนโลยีอัลตราซาวด์
เทคนิค Vaser ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) ในการสลายเซลล์ไขมันให้แตกตัวกลายเป็นของเหลวก่อนดูดออก จุดเด่นคือสามารถเลือกสลายเฉพาะเซลล์ไขมันโดยไม่ทำลายเส้นเลือดและเส้นประสาทรอบข้าง เหมาะกับผู้ที่มีไขมันแน่นหนาและต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน การดูดไขมันเหนียงด้วย Vaser จะเสียเลือดน้อย ฟื้นตัวเร็ว และได้ไขมันออกมาในปริมาณมาก
BodyTite/AccuTite – พลังงาน Radiofrequency
เทคนิคนี้ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ในการสลายไขมันพร้อมกระชับผิวไปในตัว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องผิวหย่อนหลังดูดไขมัน เพราะความร้อนจาก RF จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวกระชับขึ้นภายใน 3-6 เดือนหลังทำ การดูดไขมันเหนียงด้วย BodyTite จึงให้ผลลัพธ์ 2 in 1 คือทั้งลดไขมันและกระชับผิว
Body-jet – ระบบพลังน้ำ
เป็นเทคนิคที่ใช้แรงดันน้ำในการแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่ออย่างอ่อนโยน จุดเด่นคือเจ็บน้อย บวมช้ำน้อย และสามารถนำไขมันที่ดูดออกมาไปเติมส่วนอื่นได้ เพราะเซลล์ไขมันไม่ถูกทำลาย การดูดไขมันเหนียงด้วย Body-jet เหมาะกับผู้ที่ผิวบอบบางและต้องการพักฟื้นเร็ว
Microaire PAL – ระบบสั่นแบบกลไก
ใช้หลักการสั่นด้วยระบบกลไก ไม่ใช้ความร้อน จึงอ่อนโยนต่อเนื้อเยื่อ เหมาะกับการดูดไขมันในบริเวณที่ต้องการความละเอียด เช่น เหนียง กรอบหน้า ที่มีเส้นประสาทอยู่มาก การดูดไขมันเหนียงด้วย Microaire มีความปลอดภัยสูงและให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
- ราคาเริ่มต้น: 15,000-20,000 บาท (เทคนิคพื้นฐาน)
- ราคากลาง: 25,000-35,000 บาท (เทคนิค Vaser หรือ Microaire)
- ราคาพรีเมียม: 40,000-50,000 บาท (เทคนิค BodyTite หรือแพ็กเกจครบวงจร)
ปัจจัยที่มีผลต่อราคา
ราคาการดูดไขมันเหนียงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้
- เทคนิคที่ใช้ – เทคนิคที่ทันสมัยกว่าจะมีราคาสูงกว่า
- ประสบการณ์ของแพทย์ – แพทย์เฉพาะทางที่มีชื่อเสียงจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
- ปริมาณไขมัน – ยิ่งมีไขมันมาก ยิ่งใช้เวลาและทรัพยากรมาก
- บริการเสริม – การดูแลหลังทำ ผ้ารัดเหนียง ยา และการติดตามผล
- สถานที่และมาตรฐาน – โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ได้มาตรฐานสูงจะมีราคาสูงกว่า
การพักฟื้นหลังดูดไขมันเหนียงแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้
ช่วง 1-3 วันแรก
- จะมีอาการบวมและช้ำมากที่สุด
- ควรประคบเย็นเพื่อลดบวม
- ใส่ผ้ารัดเหนียงตลอด 24 ชั่วโมง
- พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวมาก
ช่วง 1-2 สัปดาห์
- อาการบวมช้ำเริ่มลดลง
- สามารถกลับไปทำงานเบาๆ ได้
- ยังต้องใส่ผ้ารัดเหนียงต่อเนื่อง
- เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปหน้า
ช่วง 1-3 เดือน
- ผิวเริ่มกระชับและเข้าที่
- เห็นผลลัพธ์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
- สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
- ผลลัพธ์สมบูรณ์ที่ 3 เดือน
| อ่านเพิ่มเติม 10 อันดับ คลินิกดูดไขมัน กระชับหุ่นสวย ที่ดีที่สุด
สรุป
การ ดูดไขมันเหนียง เป็นหัตถการที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดไขมันใต้คางและปรับรูปหน้าให้เรียวชัดขึ้นอย่างถาวร ด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลายตั้งแต่ Vaser, BodyTite, Body-jet ไปจนถึง Microaire ทำให้สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ ราคาอยู่ในช่วง 15,000-50,000 บาท ขึ้นอยู่กับเทคนิคและคลินิกที่เลือก
สิ่งสำคัญคือการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี ทั้งนี้การดูแลตัวเองหลังทำอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผลลัพธ์สมบูรณ์แบบและคงอยู่ได้ยาวนาน หากคุณมีปัญหาเหนียงหรือคางสองชั้นที่รบกวนความมั่นใจ

