อาการแพ้ฟิลเลอร์ คืออะไร? รู้จักอาการ วิธีสังเกต และการรักษาที่ถูกต้อง

อาการแพ้ฟิลเลอร์ คืออะไร

อาการแพ้ฟิลเลอร์ เป็นหนึ่งในความกังวลสำคัญของผู้ที่สนใจฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้าหรือเติมเต็มส่วนที่บกพร่อง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วอาการแพ้ฟิลเลอร์ที่เป็นสารไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งได้มาตรฐานและผ่านการรับรองจาก อย. จะพบได้น้อยมาก โดยมีโอกาสเกิดขึ้นไม่ถึง 1% แต่การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น วิธีสังเกตอาการ และแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผู้รับบริการสามารถตัดสินใจและเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมหากเกิดปัญหาขึ้นจริง

การฉีดฟิลเลอร์ในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นหัตถการที่ให้ผลลัพธ์ทันที ไม่ต้องผ่าตัด และมีระยะพักฟื้นสั้น อย่างไรก็ตาม ผู้รับบริการควรเลือกใช้บริการกับสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ – ฟิลเลอร์ สารเติมเต็มใบหน้า 

อาการแพ้ฟิลเลอร์คืออะไร? 

อาการแพ้ฟิลเลอร์ หมายถึง ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านสารฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปในร่างกาย โดยร่างกายมองว่าสารเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่พึงประสงค์ ส่งผลให้เกิดการอักเสบและอาการต่างๆ ตามมา ซึ่งอาการแพ้ที่เกิดขึ้นอาจมีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

อาการแพ้ฟิลเลอร์คืออะไร? 

ฟิลเลอร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือฟิลเลอร์ชนิดไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์อยู่แล้ว โดยเฉพาะในชั้นผิวหนัง ข้อต่อ และลูกตา สารชนิดนี้มีคุณสมบัติในการกักเก็บน้ำได้ดีเยี่ยม ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ชุ่มชื้น และมีความยืดหยุ่น ด้วยเหตุนี้ ฟิลเลอร์ HA จึงมีความปลอดภัยสูงและโอกาสเกิดอาการแพ้น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสารไฮยาลูรอนิกแอซิดจะเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง แต่ฟิลเลอร์ HA ที่ใช้ในทางการแพทย์นั้นผ่านกระบวนการสังเคราะห์และปรับแต่งโครงสร้างโมเลกุลให้มีความคงทนและอยู่ได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเติมสารอื่นๆ เช่น ยาชา (Lidocaine) เพื่อลดความเจ็บปวดขณะฉีด หรือสารกันบูด ซึ่งสารเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ได้ในบางราย

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ไม่ใช่ทุกปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังฉีดฟิลเลอร์จะเป็นอาการแพ้แท้จริง บางครั้งอาจเป็นเพียงผลข้างเคียงชั่วคราวที่เกิดจากการฉีด เช่น อาการบวม แดง ช้ำ ซึ่งจะหายไปเองภายในระยะเวลาไม่นาน หรืออาจเป็นการติดเชื้อ การอักเสบจากสาเหตุอื่น ที่ต้องการการวินิจฉัยและการรักษาที่แตกต่างกัน

ประเภทและลักษณะอาการแพ้ฟิลเลอร์ที่ควรรู้

การแพ้ฟิลเลอร์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามระยะเวลาที่อาการปรากฏ ได้แก่

ประเภทและลักษณะอาการแพ้ฟิลเลอร์ที่ควรรู้
  • Immediate Hypersensitivity (ภาวะภูมิไวเกินแบบทันที)

อาการแพ้ประเภทนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากฉีดฟิลเลอร์ อาการที่พบได้แก่

  • ผื่นลมพิษ ผื่นแดงนูนคันตามตัว อาจกระจายไปทั่วร่างกายไม่จำกัดเฉพาะบริเวณที่ฉีด
  • หนังตาบวม โดยเฉพาะเปลือกตาบนและล่าง อาจบวมจนปิดตาไม่ได้
  • ริมฝีปากบวม ปากบวมแดง อาจรู้สึกชาหรือแสบร้อน
  • หายใจลำบาก หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก เสียงแหบ ซึ่งเป็นอาการที่อันตรายต้องรีบพบแพทย์ทันที
  • ความดันโลหิตต่ำ วิงเวียน เป็นลม หน้ามืด ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะ anaphylactic shock

อาการแพ้แบบทันทีนี้มักเกิดจากการแพ้ส่วนประกอบในฟิลเลอร์ โดยเฉพาะยาชา Lidocaine หรือสารกันบูดที่ผสมอยู่ มากกว่าการแพ้ตัวไฮยาลูรอนิกแอซิดเอง

  • Delayed Hypersensitivity (ภาวะภูมิไวเกินแบบล่าช้า)

อาการแพ้ประเภทนี้จะเกิดขึ้นภายหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ไปแล้วตั้งแต่ 24-72 ชั่วโมง หรืออาจนานเป็นสัปดาห์ถึงเดือน บางรายอาจเกิดขึ้นได้ภายใน 6 เดือนหลังฉีด ลักษณะอาการที่พบ

  • ก้อนนูนแดง บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์จะมีก้อนนูนขึ้นมา แดง แข็ง กดเจ็บ
  • บวมเป็นบริเวณกว้าง อาการบวมไม่จำกัดเฉพาะจุดที่ฉีด แต่ลามไปบริเวณข้างเคียง
  • ผิวแดงและร้อน ผิวบริเวณนั้นจะแดง ร้อน คล้ายมีไข้เฉพาะที่
  • ตุ่มนูนใส อาจมีตุ่มน้ำใสเล็กๆ ขึ้นบริเวณที่ฉีด
  • อาการคัน รู้สึกคันบริเวณที่ฉีดและบริเวณใกล้เคียง

อาการแพ้แบบล่าช้านี้เกิดจากกระบวนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อน โดยร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต่อต้านสารแปลกปลอม และเมื่อมีการกระตุ้นซ้ำหรือเมื่อระดับแอนติบอดีสูงพอ จะเกิดปฏิกิริยาการอักเสบขึ้น

  • สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์

นอกจากอาการแพ้ทั่วไปแล้ว ยังมีอาการบางอย่างที่บ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

  • ผิวซีดหรือคล้ำผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการอุดตันเส้นเลือด
  • ปวดรุนแรงผิดปกติ ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ทุเลาแม้ทานยาแก้ปวด
  • มีไข้สูง อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38 องศา ร่วมกับหนาวสั่น
  • การมองเห็นผิดปกติ มองเห็นภาพซ้อน ตามัว หรือตาบอดชั่วคราว
  • มีหนองหรือของเหลวไหลออกมา จากบริเวณที่ฉีด

ความแตกต่างอาการแพ้ฟิลเลอร์

การแยกแยะระหว่างอาการแพ้แท้จริง การอักเสบติดเชื้อ และผลข้างเคียงปกติ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาที่ถูกต้อง

ความแตกต่างอาการแพ้ฟิลเลอร์
  • ฟิลเลอร์อักเสบจากการติดเชื้อ – เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่บริเวณที่ฉีด อาจเกิดจากเทคนิคการฉีดที่ไม่ปลอดเชื้อ ฟิลเลอร์ปนเปื้อนเชื้อ และการดูแลแผลหลังฉีดไม่ถูกต้อง
  • ผลข้างเคียงปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ – เป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายต่อการถูกเข็มแทง และการมีสารแปลกปลอมเข้ามาชั่วคราว
    • รอยแดงจากเข็ม แดงเฉพาะจุดที่โดนเข็ม หายภายใน 1-2 วัน
    • รอยช้ำเขียว จากเส้นเลือดฝอยแตก หายภายใน 7-14 วัน
    • บวมเล็กน้อย บวมนิดหน่อย ไม่ร้อน ไม่แดงมาก ยุบภายใน 3-7 วัน
    • รู้สึกตึงหรือแปลกๆ จากการมีสารเติมเต็มใหม่ๆ จะคุ้นเคยภายใน 1-2 สัปดาห์
    • คลำได้ก้อนนิ่มๆ เป็นตัวฟิลเลอร์ที่ยังไม่กระจายดี จะนุ่มและเรียบขึ้นเอง

*ผลข้างเคียงปกติเหล่านี้ไม่ต้องการการรักษาพิเศษ จะหายไปเองตามเวลา การประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรกจะช่วยลดอาการได้

กลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจสอบก่อนฉีดฟิลเลอร์

การคัดกรองและประเมินความเสี่ยงก่อนฉีดฟิลเลอร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้และภาวะแทรกซ้อน

กลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจสอบก่อนฉีดฟิลเลอร์
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ง่าย เคยแพ้ยา อาหาร หรือสารเคมีต่างๆ บ่อยครั้ง
  • ผู้ที่มีโรคภูมิแพ้รุนแรง เช่น หอบหืด ผื่นภูมิแพ้เรื้อรัง เคยมีอาการ anaphylactic shock มาก่อน
  • ผู้ที่แพ้สารเฉพาะ เช่น แพ้กรดไฮยาลูรอนิกจากแหล่งอื่น เช่น ครีมบำรุง เซรั่ม
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ยาชา Lidocaine หรือยาชากลุ่ม amide อื่นๆ
  • ผู้ที่มีอาการแพ้สารกันบูดหรือสารเคมีในเครื่องสำอาง
  • ผู้ที่มีโรคแพ้ภูมิตนเอง
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง เช่น มีสิวอักเสบ งูสวัด เริม ที่บริเวณจะฉีด
  • ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด หรือกำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดขนาดสูง
  • ผู้ที่มีแผลเป็นนูนผิดปกติ (Keloid) มีความเสี่ยงเกิดแผลเป็นนูนหลังฉี

วิธีรักษาและการดูแลเมื่อเกิดอาการแพ้ฟิลเลอร์

การรักษาอาการแพ้ฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและประเภทของอาการแพ้ การรักษาที่รวดเร็วและถูกต้องจะช่วยลดความเสียหายและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

วิธีรักษาและการดูแลเมื่อเกิดอาการแพ้ฟิลเลอร์

การรักษาอาการแพ้

อาการแพ้เล็กน้อย (ผื่นคัน ลมพิษเล็กน้อย)

  • ยาแก้แพ้ชนิดกิน (Antihistamines) เช่น Cetirizine, Loratadine
  • ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ บริเวณที่มีผื่น
  • ประคบเย็นเพื่อลดอาการคัน
  • สังเกตอาการ หากไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมง ควรพบแพทย์

อาการแพ้ปานกลางถึงรุนแรง (หน้าบวม ริมฝีปากบวม หายใจลำบาก)

  • ต้องรีบพบแพทย์ทันที
  • แพทย์อาจให้ยาฉีด Adrenaline กรณี anaphylactic shock
  • ให้สเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำ
  • ให้ออกซิเจนหากหายใจลำบาก
  • Admit สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด 24-48 ชั่วโมง

สรุป

อาการแพ้ฟิลเลอร์ แม้จะพบได้น้อยมาก โดยเฉพาะกับฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิดที่ได้มาตรฐาน แต่การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น วิธีสังเกต และแนวทางการรักษา ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่สนใจจะฉีดฟิลเลอร์

การแยกแยะระหว่างอาการแพ้แท้จริง ฟิลเลอร์อักเสบจากการติดเชื้อ และผลข้างเคียงปกติ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีประวัติแพ้ง่าย ควรแจ้งแพทย์และปรึกษาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกรับบริการกับสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ใช้ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. และมีความพร้อมในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามคำแนะนำการดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงและให้ผลลัพธ์ที่สวยงามปลอดภัย

การฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ปลอดภัยเมื่อทำอย่างถูกต้อง แต่ผู้รับบริการควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือ หากมีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติใดๆ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาทันที

About The Author